จุดร่วมทางวัฒนธรรม

ภาพรวมของวัฒนธรรมร่วม

วัฒนธรรมร่วมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

วัฒนธรรมร่วมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีวัฒนธรรร่วมหลายอย่างมานานหลายพันปีแล้ว เพราะอยู่เขตมรสุมเดียกันทั้งส่วนที่เป็นแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ จึงมีประวัติศาสตร์ร่วมกันอย่างแยกไม่ได้

ซึ่งวัฒนธรรมร่วมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบ่งกว้างๆเป็น 2 ระยะ คือ ก่อนอินเดียและหลังอินเดีย

ก่อนรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดีย จนถึงราว พ.ศ. 100

1350619088

– อยู่เรือนเสาสูงประเด็นของเรือนเสาสูงอยู่ที่ “ใต้ถุน” ไม่เกี่ยวกับเรื่องหนีน้ำ เพราะใช้ใต้ถุนสำหรับวิถีชีวิตของคนเรือน เอาไว้นอนพักผ่อนตอนกลางวัน หุงข้าว ปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงหมู เลี้ยงหมาอยู่ที่ใต้ถุน เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตร ทอผ้า แต่การหนีน้ำเป็นเพียงผลพลอยได้

– ผู้หญิงเป็นหัวหน้าในพิธีกรรม เช่น พิธีเลี้ยงผีบรรพบุรุษ เช่น ลาวมีผีฟ้า เขมรมีผีมด มอญมีผีเม็ง ผีพวกนี้ลงผู้หญิง ผู้หญิงจึงเป็นผู้เข้าทรง
ในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวลาแต่งงานผู้ชายต้องไปอยู่บ้านผู้หญิง เขาถึงเรียกว่า “เจ้าบ่าว” บ่าว แปลว่า “ขี้ข้า” สาวแปลว่านาย,ผู้เป็นใหญ่

Nora

– การเซ่นไหว้สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ คือ ไหว้ “กบ” โดยคนดึกดำบรรพ์ถือว่ากบมากับน้ำ เป็นผู้บันดาลให้เกิดฝนจึงเคารพกบเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กลองมโหระทึก มีกบอยู่บนหน้ากลอง ใช้ตีเพื่อขอฝน เรียกว่า วัฒนธรรมดองซอน เพราะพบครั้งแรกที่ดองซอน ประเทศเวียดนาม , จีน

กบเป็นสัญลักษณ์ของน้ำนี่เอง กบจึงเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ จึงมีภาพเขียนสีที่พวกจ้วงเขียนเป็นรูปคนทำท่าเป็นกบ คือถ่างขาเป็นรูป ฉาก แล้วส่งอิทธิพลมาถึงภาคอีสานภาคกลางของไทย อย่างที่กาญจนบุรี คือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในการบูชากบ ในผ้าทอก็จะมีลายกบ คือทำท่ากางแขนกางขาเหมือนกบที่ถูกแผ่สองสลึงจะถูกบูชายัญ

นอกจากนี้การทำท่ากบยังพบเห็นได้จากท่ารำละคร ท่ารำโนราห์ ท่าโขน ท่ายักษ์กับท่าลิง คือ มีการกางแขนกางขาย่อเข่าเป็นสี่เหลี่ยม แบะขาย่อเข่าอย่างกบ

– การทำศพ เมื่อมีคนตายจะเก็บศพไว้หลายวันให้เนื้อหนังเน่าเปื่อยย่อยสลายเหลือแต่กระดูกแล้วจึงทำพิธีอีกครั้ง กระดูกที่เก็บจะอยู่ในภาชนะพิเศษ ทำด้วยดินเผาเรียก หม้อดินเผา หรือ แคปซูลและหิน มีตัวอย่างให้เห็นคือ ไหหินในลาวหีบหินบนปราสาทนครวัดจะมีหีบหิน (หีบศพ) กับในหมู่เกาะทั้งหลายก็จะมีหีบหินเช่นกัน

– เครื่องดนตรี คือ ฆ้อง เชื่อว่าเสียงที่ตีเป็นเสียงศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์ค้นพบเมื่ออย่างน้อย 2,000-3,000 ปี เมื่อเสียงมันกังวาน การได้ยินเสียงที่กังวาน ครั้งแรกมนุษย์แทบจะขาดใจตาย กลัวมาก เป็นเสียงที่สื่อสารกับสวรรค์ จึงศักดิ์สิทธิ์สืบมาจนปัจจุบัน ในอินโดนีเซียก็มีใหญ่กว่าเมืองไทยด้วย ฉะนั้นเสียงฆ้องจึงเป็นเสียงที่สำคัญที่สุดในวงปี่พาทย์

ภายหลังการรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดีย จนถึงราว พ.ศ. 100

พ่อค้า

คนพื้นเมืองรับวัฒนธรรมจากอินเดียมาประสมประสานวัฒนธรรมดั้งเดิม แล้วเกิดวัฒนธรรมใหม่ที่ทั้งคล้ายคลึงและแตกต่างกัน แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ
รับศาสนาพุทธ พราหมณ์ ศาสนาอิสลาม และรับอิทธิพลจากกประเทศเจ้าอาณานิคม

1. หลัง พ.ศ. 1000 รับศาสนาพุทธ พราหมณ์ ทำให้มีการรับประเพณีพิธีกรรมต่างๆพร้อมกันด้วย ดังนี้
– ศาสนา รับศาศาสนาพุทธ พราหมณ์ มาเคลือบศาสนาผีที่มีมาแต่เดิม โดยรักษาแก่นของผีไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น ศาลพระภูมิ ทำขวัญนาค ไหว้ครู ครอบครู
– ชายเป็นใหญ่ ตั้งแต่นี้ไปอุษาคเนย์ก็ยกย่องชายเป็นใหญ่ตามคติอินเดีย แต่แม่หญิงไม่ได้หมดความสำคัญ คือ ยังคงมีอำนาจอยู่เบื้องหลัง
– ตัวอักษร รับอักษรปัลลวะจากอินเดียใต้ หลังจากนั้นพัฒนาขึ้นเป็นอักษรของตน เช่น อักษรมอญ อักษรขอม อักษรกวิ (ใช้ในดินแดนทางใต้ของไทยถึงมาเลเซียและหมู่เกาะอินโดนีเซีย
– กราบไหว้ รับทั้งประเพณีกราบและไหว้จากอินเดียพร้อมการรับศาสนาพุทธ พราหมณ์
– บวชนาค รับจากอินเดีย แต่ผสมผสานกับประเพณีพื้นเมือง ไทยเรียกบวชนาค
– สงกรานต์ เป็นพิธีพราหมณ์เพื่อขึ้นราศีใหม่ จากราศีมีนเป็ฯราศสีเมษปีละครั้ง เริ่มในราชสำนักก่อน แล้วแพร่ขยายสู่ราษฎร มีในรัฐทุกแห่งของอุษาคเนย์ที่เคยนับถือศาสนาพราหมณ์
– วรรณคดี รับมหากาพย์ ทั้งรเรื่องามายณะและมหาภารตะ แต่ยกย่องรามายณะมากกว่า โดยมีต้นเค้าจากวรรณคดีอินเดีย คือมหากาพย์รามายณะที่ฤๅษีวาลมีกิชาวอินเดีย แต่งขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต เมื่อประมาณ 2,400 ปีเศษ เชื่อว่าน่าจะเป็นที่รู้จักในหมู่ชาวไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ จากอิทธิพลของลัทธิพราหมณ์ฮินดู ซึ่งพ่อค้าชาวอินเดียได้นำเข้ามาเผยแพร่พร้อมกับการค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของประเทศเป็นวรรณคดีประจำชาติ

ไทย   ชื่อเรื่องว่า   รามเกียรติ์
ลาว    ชื่อเรื่องว่า   พะลักพะลาม
กัมพูชา    ชื่อเรื่องว่า    เรียมเกร์

25460

2. หลัง พ.ศ. 1800   รับศาสนาอิสลาม ราว พ.ศ. 1800 แต่แพร่หลายเฉพาะหมู่เกาะ กับดินแดนชายทะเลบางแห่งเท่านั้น เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย

3. หลัง พ.ศ. 2300   รับอาณานิคม เมื่อ พ.ศ. 2300 ประเทศมักอ้างว่าไม่ตกเป็นอาณานิคมเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้วอยู่ในอาณานิคมอย่างไม่เป็นทางการ เพราะไทยเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลกยุคอาณานิคมเหมือนประเทศเพื่อนบ้าน

(ที่มา : สุจิตต์ วงษ์เทศ. วัฒนธรรมร่วมรากวัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2556. แหล่งสืบค้น http://haab.catholic.or.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=1756:2013-06-20-02-01-12&catid=200:2013-06-20-02-00-16&Itemid=54)

Advertisements
Categories: ภาพรวมของวัฒนธรรมร่วม | ใส่ความเห็น

อาหารการกิน

วัฒนธรรมร่วมด้านอาหาร

วัฒนธรรมร่วมด้านอาหาร ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนการรับอิทธิพลจากอินเดีย จนถึงราว พ.ศ. 100

ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว

– กินข้าวเหนียวเป็นหลักตั้งแต่ 5,000 ปีเป็นอย่างน้อย ตั้งแต่สิบสองปันนาจนถึงนครศรีธรรมราช โดยพันธุ์ข้าวเหนียวเป็นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนข้าวเจ้าเป็นของต่างประเทศ แม้ว่าเรื่องนี้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันแต่คุณสุจิตต์บอกว่า เมื่อดูหลักฐานจากการเข้ามาของพุทธศาสนาจากอินเดีย ครั้งนั้นข้าวเจ้าเข้ามาด้วย และทำให้พระเจ้าแผ่นดินเสวยข้าวเจ้า จึงเรียกว่า ข้าว “เจ้า” เพื่อให้ต่างจากข้าแผ่นดิน จะเห็นว่ามีนาหลวงไว้ปลูกข้าวเจ้า เราจะพบนา หลวงอยู่แถวเวียงจันทน์ หลวงพระบาง ขณะเดียวกันเมื่อประชาชนเปลี่ยนข้าวเจ้าก็มีนาหลวงปลูกข้าวเหนียวเอาไว้ไหว้ผี

1370498729-kapi-o น้ำปลา

– กับข้าว “เน่าแล้วอร่อย” เช่น ปลาแดก ปลาร้า น้ำบูดู เน่าแล้วอร่อยหมด ไม่มีปลาทำให้เน่า ก็เอาถั่วมาทำให้เน่า ฉะนั้นภาคเหนือมีถั่วเน่าอร่อย เพราะมันเป็นวัฒนธรรมที่พบเฉพาะที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อื่นอาจจะมีบ้าง แต่ไม่เป็นกระแสหลักอย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงกะปิน้ำปลาด้วย

เริ่มต้นที่ “น้ำปลา” ที่เป็นส่วนผสมของปลา เกลือ และน้ำเกลือเข้มข้น ผ่านการหมักบ่มนานนับปี ก็จะได้หัวน้ำปลาอย่างดี จากนั้นก็นำกากปลาที่เหลือมาผสมกับน้ำเกลือเข้มข้นแล้วหมัก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะได้น้ำปลาเกรดสอง, สาม, สี่,… ไปจนกระทั่งกากปลาย่อยสลายไปหมด น้ำปลานั้นเป็นสิ่งที่ช่วยชูรสชาติให้จัดจ้านกลมกล่อมขึ้น จากที่เป็นอาหารจืดๆ ใส่น้ำปลาลงไปก็เพิ่มความอร่อย อย่างที่ประเทศไทย เรียกว่า น้ำปลา เพื่อนบ้างเราก็กินน้ำปลาแต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละภาษา อย่างเช่น เวียดนาม เรียกว่า “Nuoc Mam” ฟิลิปปินส์ เรียกว่า “Patis” ลาว เรียกว่า “น้ำปา” พม่า เรียกว่า “Ngan Bya Yay”

ส่วน “ปลาร้า” นั้นก็ไม่ได้มีเพียงเฉพาะที่ภาคอีสานของไทย แต่เกิดขึ้นได้ทั่วทุกมุมโลก จากการที่ต้องเก็บถนอมปลาเอาไว้กินในยามขาดแคลน และใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ปลา เกลือ และข้าว ประเทศไทย เรียกว่า “ปลาร้า” ลาว เรียกว่า “ปลาแดก” ปลาร้าเขมร คือ “ปราฮ็อก” ฟิลิปปินส์ เรียกว่า “บากุง” เวียดนาม เรียกว่า “มาม” มาเลเซีย เรียกว่า “เปกาซัม” อินโดนีเซีย เรียกว่า “บากาแซ็ง” พม่า เรียกว่า “งาปิ๊”

จะเห็นว่ามีวัฒนธรรมในการกินที่คล้ายคลึงกัน เพราะมีวัตถุดิบจากธรรมชาติที่ใกล้เคียงกัน นั้นก็คือ ปลา เกลือ และข้าว ซึ่งแต่ละชาติจะประดิดประดอยออกมาได้รสชาติ หรือหน้าตาก็ขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นนั่นเอง

ข้าวผัก

– พืชผักสมุนไพร พืชผักที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาผสมผสานปรุงรสกับส่วนผสมอื่นๆจนได้เมนูอาหารแสนอร่อยและเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกาย ซึ่งส่วนผสมสำคัญที่ขาดไม่ได้คือพืชผักที่จัดว่าเป็นสมุนไพร เช่น พริกขี้หนู รสชาติเผ็ดร้อน ซึ่งอุดมด้วยวิตามินซี ช่วยให้กระเพาะอาหารดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น ส่วนขิง ข่า ที่นอกจากเพิ่มรสร้อนแรงและกลิ่นหอมให้อาหาร ยังมีสรรพคุณในการขับลม แก้ท้องอืด และใบกะเพรา ก็ให้กลิ่นหอมฉุน มีสรรพคุณคือช่วยขับลม ท้องอืด เป็นต้น

และวัฒนธรรมร่วมด้านอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะดังเช่นในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการติดต่อทางทะเลกับทั้งชาติตะวันตก และชาติตะวันออก เพื่อเชื่อมโยงทางการค้า ศาสนา จึงทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งวัตถุดิบ และวิธีการ จากนั้นจึงได้คิดปรับปรุง ผสมผสานให้เหมาะสมกับท้องถิ่น โดยชนชาติที่มีบทบาทและความสำคัญต่อการเผยแพร่ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ซึ่งก็มีทั้งชาติตะวันตกและชาติตะวันออก อาทิ ชาติอาหรับเปอร์เซียที่ได้นำทั้งอบเชย ยี่หร่า จันทน์เทศ เข้ามา เป็นต้น, ชาติโปรตุเกสนำพริกแห้งเม็ดยาวเข้ามา, ส่วนน้ำปลานั้นได้รับอิทธิพลจากญี่ปุ่น, และอาหารประเภทผัด การรับประทานเนื้อหมูก็ได้รับอิทธิพลจากจีน

(ที่มา : สุจิตต์ วงษ์เทศ. วัฒนธรรมร่วมรากวัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2556. แหล่งสืบค้น http://haab.catholic.or.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=1756:2013-06-20-02-01-12&catid=200:2013-06-20-02-00-16&Itemid=54)

Categories: วัฒนธรรมด้านอาหาร | ใส่ความเห็น

ลักษณะหน้าตา

ชาติพันธุ์มนุษย์ (Race of Mandkind) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตามหลักของวิชาชีววิทยา มนุษย์ทั่วโลกจัดอยู่ในสปีชีส์เดียวกัน แต่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งความแตกต่างกันระหว่างรูปร่างหน้าตาของมนุษย์แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน มนุษย์เดียวกัน นักมนุษยวิทยาแบ่งมนุษย์ออกเป็น  3 ชาติพันธุ์   (บุญยงค์ เกศเทศ, 2551)   คือ

– คอเคซอยด์  (Caucasoids)

– มองโกลอยด์  (Mongoloids)

– นิกรอยด์  (Negroids)

ซึ่งมองโกลอยด์ (Mongoloids) เป็นกลุ่มที่มีจำนวนประชากรมากที่สุด ตั้งถิ่นฐานอยู่ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ทั้งชาวทิเบต มองโกเลีย จีน รัสเซียบางส่วน อินโดนีเซีย เกาหลี ญึ่ปุ่น พม่า รวมถึงประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ลักษณะโดยทั่วไปแล้วเป็นชนชาติผิวเหลืองค่อนข้างซีด ผมสีดำเหยียดตรง เส้นผมค่อนข้างหยาบ จำนวนเส้นผมบนศึรษะในเนื้อที่ต่อหน่วยตารางมีน้อยกว่ากลุ่มชาติพันธุ์คอเคซอยด์ ตามตัวมีเส้นขนบ้างเล็กน้อย ใบหน้าแบนกว้าง ศีรษะกลมเล็ก โหนกแก้มสูง จมูกเล็กไม่แบนและไม่โด่ง เบ้าตาตื้น เปลือกตาอูม รูปนัยน์ตาเรียวแคบเพื่อป้องกันแสงแดดและลมที่พัดจัด เปลือกตาชั้นเดียว ดวงตาเป็นสีน้ำตาลหรือดำตาเรียว ริมฝีปากไม่บางและไม่หนาา คางมักยื่นออกมาเล็กน้อย ขากรรไกรไม่เป็นรูปโค้งแต่ยื่นออกมามาก รูปร่างเตี้ยปานกลางถึงสูงปานกลาง

จากหลักชีววิทยาที่เชื่อว่ามนุษย์ทั่วโลกจัดอยู่ในสปีชีส์เดียวกัน แต่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสถาบัน FaceResearch.org ได้ทำการวิจัย โดยนักจิตวิทยาสองคนจาก University of Aberdeen ประเทศสกอตแลนด์ ที่ใช้ซอฟต์แวร์  (Software)  เพื่อทำการคำนวณหน้าตาโดยเฉลี่ย   จากรูปภาพหลายพันรูป ที่นำภาพมาซ้อนและรวมกันเป็นภาพเดียว จึงได้เป็นใบหน้าแบบประมวลผลโดยเฉลี่ยของชายหญิงแต่ละสัญชาติซึ่งได้นำมาเป็นตัวอย่างเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนามและประเทศไทย

1. ประเทศฟิลิปปินส์

ฟิ-horz

2. ประเทศพม่า

พม่า-horz

3. ประเทศกัมพูชา

กัม-horz

4. ประเทศเวียดนาม

เวียด-horz

5. ประเทศไทย

ไทย-horz

นอกจากนี้ในมุมมองของอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ เรื่องคนไทยมาจากไหน ก็สอดคล้องกับหลักทางชีววิทยา และงานวิจัยนี้เช่นกัน ที่กล่าวว่า “ถ้าจับชายหรือหญิงแต่ละแห่งมายืนเทียบเคียงกัน โดยไม่มีเรื่องของเครื่องแต่งกายและภาษาเข้ามาข้องเกี่ยว แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นคนชาติใดเพราะว่าท่าทางเหมือนกันหมด โครงกระดูกเหมือนกันหมด รูปร่างใกล้เคียงกันหมดตั้งแต่หมู่เกาะไปถึงลังกาอินเดียใต้ทมิฬ” เนื่องจาก “คนไทยไม่ได้มาจากไหน โดยอธิบายว่าไม่มีหรอกภูเขาอัลไต มันมีแต่น้ำแข็ง คนอยู่ไม่ได้ คนไทยอยู่แถวๆ นี้แหละ อยู่ที่ว่าเราเรียก “คนไทย” ตั้งแต่เมื่อไหร่ ดังนั้นทั้งรูปร่างหน้าตาของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเหมือนกัน”
(ที่มา : สุจิตต์ วงษ์เทศ. วัฒนธรรมร่วมรากวัฒนธรรมเริ่มแรกในอาเซียน. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 12 กันยายน 2556. แหล่งสืบค้น http://haab.catholic.or.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=1756:2013-06-20-02-01-12&catid=200:2013-06-20-02-00-16&Itemid=54)

แต่ถ้าหากใครยังอยากดูใบหน้าแบบประมวลผลโดยเฉลี่ยของชายหญิงแต่ละสัญชาติในแต่ละภูมิภาค สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติม ได้ที่ : http://pantip.com/topic/30789052

Categories: ลักษณะหน้าตา | 2 ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .