การเข้ามาของศาสนาอิสลามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การเข้ามาของศาสนาอิสลามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

p2_0

ศาสตราจารย์มัศอูด อัลฮัซซัน ได้กล่าวถึงการเข้ามาของศาสนาอิสลามในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในหนังสือ History of Islam ไว้ดังนี้
หมู่เกาะต่าง ๆ ทางทะเลใต้ ซึ่งรวมกันอยูในอาณาบริเวณที่ เรียกกันว่ า “มาลัยทวีป” มาตั้งแต่ต้น พุทธศตวรรษที่ 12 อันได้แก่ เกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะบาหลี เกาะบอร์เนียว เกาะสุลาเลวี หรือเกาะะเซเลเบส เกาะมะละกา และเกาะนิวกินี ในบริเวณนั้นทั้งหมด เดิมเคยได้รับอารยธรรมแห่งศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ นิกายมหายาน จากอินเดียมาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 12 จนกระทั่งถึงพุทธศตวรรษที่ 19 ความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมทางศาสนา ได้เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 14 เมื่อพ่อค้าอาหรับได้นำเรือสินค้าลำแรกของชนชาติอาหรับมาติดต่อทำการค้าขาย และเผยแพร่ศาสนาอิสลามเป็นครั้งแรก ทางเกาะสุมาตราเหนือ เมื่อพ.ศ.1389 โดยแวะจอดเรือขึ้นที่เมืองท่า “อาเจ๊ะ” (บันดาอาเจ๊ะ) แล้วตั้งศูนย์การค้าและศูนย์กลางการแพร่ศาสนาอิสลามขึ้น ณ เกาะสุมาตราเหนือ

โดยมีครูสอนศาสนาอิสลามชื่อ “มาลิก อัลซอและห์” ทำการสอนศาสนาอิสลามให้แก่เจ้าเมือง และครอบครัวของเจ้าเมืองปาลัส จนกระทั่งปรากฏว่าธิดาคนหนึ่งเจ้าของเมืองเปอร์ลัก บังเกิดความศรัทธาอย่างแรงกล้า ถึงกับสมรสกับ โต๊ะครูมาลิก อัลซอและห์ ในปีพ.ศ.1840 ปรากฏว่าสุลต่านมุสลิมคนแรกของเมืองปาไซได้วายชนม์ลง และได้มีการฝังศพตามพิธีศาสนาอิสลาม และมีหลักศิลาจารึกด้วยอักษรอาหรับปักไว้บนหลุมศพของท่านสุลต่าน ซึ่งแสดงว่า ศาสนาอิสลามได้แผ่ขยายเข้ามาสู่มลายูในตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งนับว่าเป็นการแพร่ขยายที่รวดเร็วมาก
ซึ่งนักเผยแพร่ศาสนาอิสลามคนสำคัญ คือ อิบนีบาตูเตาะห์ ชาวมอรอคโค เชื้อสายอาหรับ ท่านได้ตั้งศูนย์การเผยแพร่ศาสนาอิสลาม นิกายซุนนี โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ราชาซอและห์ ผู้มีอำนาจอิทธิพลนับถือศาสนาอิสลาม ด้วยเหตุนี้เมื่อราชาซอและห์ เกิดความเสื่อมใสศรัทธาในศาสนาอิสลามแล้ว พระองค์ก็ได้ทรงช่วยเผยแพร่ศาสนาอิสลามไปในหมู่พสกนิกรของพระองค์ ได้จัดระบบเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ตามพระบัญญัติแห่งพระคัมภีร์อัลกรุอาน อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้อาณาจักรของพระองค์กลายเป็น รัฐสุลต่านที่เข้มแข็ง พระองค์ได้จัดคณะผู้เผยแพร่ออกไปยังหมู่เกาะต่างๆทางภาคทะเลตะวันออก ของเกาะสุมาตราอีกด้วย ทำให้ศาสนาอิสลาม นิกายซุนนีซึ่งเป็นศาสนาใหม่ได้เข้าไปสู่มาลายู และภาคใต้ของสุวรรณภูมิ ตลอดจนใช้อิทธิพลทางการเมืองทำให้รัฐใกล้เคียงกลายเป็นรัฐอิสลามไปด้วย

การขยายตัวของศาสนาอิสลามในระยะนี้ ได้แผ่ขยาย เข้ามาสู่ตอนใต้ของประเทศไทยและปรากฏหลักฐานว่าเจ้าผู้ครองนครทางภาคใต้ของประเทศไทยในระยะนั้น จนถึงเมืองนครศรีธรรมราช ปรากฏว่าเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม ระยะเวลาเกือบ 700 ปีมาแล้ว ประกอบกับทางกรุงสุโขทัยก็ปรากฏหลักฐานการค้ากับ ประเทศกล่มุอาหรับ มีหลัก านภาษาอิหร่านอยู่ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง ส่วนประเทศอิหร่าน
ก็ปรากฏมีถ้วยชามสังคโลก สมัยกรุงสุโขทัยปรากฏอยู่มากมาย

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และวัตถุพยานมากมาย เป็นเครื่องชี้ชัดว่าคำกล่าวของท่านอาจารย์ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า “สำหรับศาสนาอิสลาม หรือคนที่นับถือศาสนาอสิ ลามนั้นมีอยู่ในดินแดนไทยตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์ของชาติไทย เพราะว่าศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาถึงอินโดนีเซียและในแหลมมลายูนั้น ก่อนที่คนอีกเผ่าหนึ่งจะได้เคลื่อนมาจากยูนานได้…..” นับว่าในดินแดนสุวรรณภูมินี้ มีคน
พื้นเมืองเดิม ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามได้อยู่มาก่อนแล้วนั่นเอง

หากดูจากหลักสำคัญ 5 ประการแต่ดั้งเดิมของศาสนาอิสลามแล้ว จะเห็นได้ว่ามีหลักบางอย่างที่ขัดแย้งกับลักษณะของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยังนิยมนับถือวิญญาณต่างๆ อยู่ ศาสนาอิสลามจึงไม่น่าที่จะมีอิทธิพลและแพร่หลายในดินแดนนี้ได้ หลักสำคัญของศาสนาอิสลาม 5 ประการอันเป็นการกำหนดหน้าที่ของมุสลิม มีดังนี้คือ
1. ต้องมีความเชื่อว่า ไม่มีพระเจ้าองค์อื่น นอกจากพระอัลเลาะห์ และพระมะหะหมัดคือศาสดาผู้นำคำสั่งสอนของพระอัลเลาะห์มาเผยแพร่แก่มนุษย์

2. มุสลิมต้องสวดอ้อนวอนวันละ 5 ครั้ง คือ ก่อนอาทิตย์ขึ้น ตอนเที่ยง ตอนบ่าย ก่อนอาทิตย์ตกตอนเย็นและตอนกลางคืน ก่อนสวดต้องทำตัวให้บริสุทธิ์ และเวลาสวดต้องหันหน้าไปยังเมืองเมกกะ และสวดเป็นภาษาอาหรับ ในวันศุกร์ควรไปสวดร่วมกับมุสลิมอื่นๆ ที่สุเหร่า ซึ่งตามหลักของศาสนาอิสลามแล้วต่างเท่าเทียมกันหมด และมีความสัมพันธ์ต่อกันประดุจพี่น้อง

3. มุสลิมควรให้ทานแก่คนยากจน

4. มุสลิมควรอดอาหารในเดือนเก้าตามหลักอิสลาม ซึ่งเรียกว่า เดือนรอมดอน มุสลิมจะดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารใดๆ ไม่ได้เลย นับแต่พระอาทิตย์ขึ้น จนพระอาทิตย์ตก รวมทั้งละเว้นจากการหาความเพลิดเพลินนานาประการด้วย

5. มุสลิมควรเดินทางไปแสวงบุญที่เมืองเมกกะ ถ้าหากมีโอกาสที่จะทำได้อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิตจะเห็นได้ว่าหลักสำคัญๆ ของศาสนา เช่น ไม่มีพระเจ้าองค์อื่นใดนอกจากพระอัลเลาะห์นั้น ขัดต่อความเชื่อของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั่วๆ ไป ที่นิยมบูชาพระเจ้าหลายองค์ด้วยกัน ทั้งในศาสนาพราหมณ์ และศาสนาพุทธ

แต่ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่ในคาบสมุทรมลายูและหมู่เกาะอินโดนีเชีย สามารถรับนับถือศาสนาอิสลามได้นั้น ก็เพราะว่าภายหลังที่พระมะหะหมัดเสด็จดับขันธ์ไปแล้ว ศาสนาอิสลามก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลาเพื่อให้เข้ากับความรู้สึกนึกคิดของคนในชาติต่างๆ ในดินแดนที่ศาสนาอิสลามแพร่หลายเข้าไป เกิดมีนิกายต่างๆ แตกแยกออกไปหลายนิกาย เพื่อที่ชาวพื้นเมืองนั้นจะได้นำไปผสมผสานให้เข้ากับวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมของตนได้ ประเพณีความเชื่อถือดั้งเดิมของชนชาติต่างๆ เหล่านี้ จึงถูกนำมาผสมผสานเข้ากับหลักของศาสนาอิสลาม จนในที่สุดก็ยากที่จะแยกแยะออกได้ว่า หลักใด พิธีใด เป็นของศาสนาอิสลาม และหลักใด พิธีใด เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวพื้นเมือง

อิสลามที่ผ่านการวิวัฒนาการเช่นนี้แล้วนั่นเองที่เป็นอิสลามที่เผยแพร่เข้ามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเมืองชุมทางทางการค้าต่างๆ อย่างแพร่หลาย และไม่มีอุปสรรคใดๆ ในทางศาสนาในการที่ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะหันมานับถือศาสนาอิสลามมีหลักฐานแสดงว่า อิสลามที่แพร่เข้ามายังภูมิภาคส่วนนี้เป็นนิกาย ‘ซูฟี’ ซึ่งเป็นนิกายที่นิยมพิธีต่างๆ ที่ลึกลับและนิยมอภินิหาร ซึ่งเข้ากับความนิยมดั้งเดิมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นอย่างดี อิสลามได้แพร่เข้ามายังอินโดนีเซียก่อน ชาวอินโดนีเซียได้รับเอาหลักการของศาสนาอิสลาม เข้ามาผสมผสานกับประเพณีดั้งเดิมของตน เช่นเดียวกันกับที่เคยกระทำเมื่อรับเอาศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาพุทธมาก่อนแล้วนั่นเอง ดังนั้น อินโดนีเซียจึงรับเอาหลักการและการปฏิบัติทางศาสนาอิสลามเข้าไปผสมผสานกับประเพณีความเชื่อแต่เดิมของตน ความเชื่อดั้งเดิมยังมีบทบาทอยู่ประชาชนในแถบหมู่เกาะอินโดนีเซีย และแหลมมลายู รับเอาศาสนาอิสลามโดยมีปัจจัยสำคัญสนับสนุนดังนี้คือ

1. ถึงแม้หลักศาสนาอิสลามประการหนึ่งจะบ่งไว้ว่า มุสลิมทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันหมดในสายตาของพระเจ้า แต่ในระยะหลังหลักของศาสนาอิสลามมีการเปลี่ยนไปบ้างดังกล่าว จึงเกิดมีความเชื่อเรื่องอำนาจความศักดิ์สิทธิ์นอกเหนือจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นอำนาจจากพระเจ้าถ่ายทอดมายังบุคคลสำคัญในสังคมเช่นกษัตริย์ เรียกอำนาจเช่นนี้ตามภาษาอาหรับว่า Keramat ความเชื่อเช่นนี้ สอดคล้องกับชนชั้นสูงของชาวอินโดนีเซีย เกี่ยวกับอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าทางศาสนาฮินดู-พุทธ ที่เรียกว่า ‘ศักติ’ ที่ถ่ายทอดมาสู่คนสำคัญคือกษัตริย์ในระบอบเทวราชาและสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของวิญญาณ ตามลัทธิ Animism ที่แพร่หลายอยู่ในหมู่ของสามัญชนด้วย ชาวอินโดนีเชียจึงรับเอาความเชื่อเรื่อง Keramat จากศานาอิสลามโดยไม่มีอุปสรรคใด

2. ศาสนาอิสลามในระยะหลัง ได้เกิดมีนิกายต่างๆ แตกแขนงออกไป และบางนิกายก็รวมเอาความเชื่อเกี่ยวกับคาถาอาคม อภินิหารต่างๆ ไว้ด้วย ดังเช่นนิกายซูฟี และนิกายซูฟีนี่เองที่แพร่หลายเข้ามายังหมู่เกาะอินโดนีเซีย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็นับถืออภินิหาร คาถาอาคมอยู่แล้ว ชนชั้นผู้ปกครองก็นับถือลัทธิตันตระ ซึ่งเน้นอภินิหาร นิกายซูฟีจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

3. ศาสนาอิสลามเน้นความเสมอภาคและภราดรภาพในหมู่มุสลิม จึงเข้ากันได้กับประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแม้จะรับเอาศาสนาพราหมณ์ไว้ แต่ก็มิได้รับเอาระบบวรรณะจากพราหมณ์ด้วย ประชาชนในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบ่งออกเป็นชนชั้นก็จริง แต่ชนชั้นเหล่านี้ก็เป็นการแบ่งตามอำนาจหน้าที่เป็นส่วนใหญ่ แต่ละชนชั้นมีความสัมพันธ์และมีการเคลื่อนไหวเข้าหากันอย่างสงบ มิใช่อยู่กันคนละส่วนดังเช่นระบบวรรณะในอินเดีย อิสลามจึงแพร่เข้ามาในดินแดนนี้อย่างสงบ ผิดกับในอินเดียที่มีการต่อต้านจนกระทั่งกลายเป็นสงครามกลางเมืองอยู่บ่อยๆประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่รังเกียจที่จะนับถือศาสนาอิสลาม

4. ในการนับถือศาสนาอิสลามนี้ บรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นและข้าราชการในราชสำนักเป็นผู้นับถือก่อน แล้วจึงเผยแพร่ต่อไปยังประชาชน เหตุผลที่เจ้าผู้ครองเมืองในหมู่เกาะอินโดนีเซียหันไปนับถือศาสนาอิสลามนั้น นอกจาก เพราะศาสนาอิสลามที่แพร่เข้ามาไม่มีข้อบังคับอันใดที่ขัดต่อความเชื่อถือหรือสถาบันทางสังคมแต่เดิมแล้ว ก็เพราะศาสนาอิสลามยังให้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจและการเมืองอีกด้วย กล่าวคือ เจ้าเมืองและชนชั้นสูงในราชสำนักเป็นผู้ดำเนินการค้าขายอยู่กับพ่อค้าต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพ่อค้ามุสลิมจากอินเดีย จึงเห็นว่าการติดต่อค้าขายสะดวกขึ้น ถ้าหากหันไปนับถือศาสนาอิสลาม เพราะชาวมุสลิมถือว่ามุสลิมด้วยกันนั้นคือพี่น้องกัน ส่วนผลประโยชน์ทางการเมืองก็คือ ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 นี้บริเวณเมืองท่าต่างๆ ในสุมาตราและชายฝั่งชวาภาคเหนือ ต้องการปลีกตัวออกจากอำนาจของอาณาจักรมัชปาหิต ซึ่งขณะนั้นยังมีวัฒนธรรมแบบตันตระอยู่ ถ้าเจ้าเมืองต่างๆ ต่างหันไปนับถือศาสนาอิสลาม จะได้อาศัยศรัทธาในศาสนาสร้างความกลมเกลียวขึ้นในแว่นแคว้นของตน ประชาชนที่เป็นมุสลิมจะต่อต้านอำนาจของมัชปาหิต ซึ่งเป็นพวกนอกศาสนาได้อย่างเข้มแข็งยิ่งขึ้นศาสนาอิสลามจะแพร่หลายไปอย่างกว้างขวางตั้งแต่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นต้นไป ทั้งนี้โดยอาศัยการเผยแพร่ของบรรดาพ่อค้าในอาณาจักรมะละกา ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นในศตวรรษที่ 15 และได้ทำการค้าขายติดต่อกับเมืองต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกว้างขวาง พ่อค้าเหล่านี้จะนำศาสนาอิสลามไปเผยแพร่ตามเส้นทางการค้าของตนด้วย

merchant

ที่มา : http://www.thaiartcmu.com/e_book/104201_muslim_in_southeast_asia

http://www.chaidentai.net/?name=report&file=readreport&id=24

Categories: การเข้ามาของศาสนาอิสลาม | ใส่ความเห็น

เมนูนำทาง เรื่อง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: